AI Workflow Automation Logistics ยกระดับ Logistics Operations สำหรับธุรกิจยุคใหม่

AI Workflow Automation Logistics ยกระดับ Logistics Operations สำหรับธุรกิจยุคใหม่

INDIGY ร่วมถ่ายทอดมุมมอง AI-Driven Workflow Automation ยกระดับ Logistics Operations

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัท อินดิจี จำกัด (มหาชน) หรือ INDIGY ร่วมกับสมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ หรือ CIPAT เข้าร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านเทคโนโลยีภายในงาน Logistic Automation Expo 2026 ณ BITEC Bangna ฮอลล์ EH101 ในหัวข้อ “การยกระดับ Logistics Operations ด้วย AI-Driven Workflow Automation”

เวทีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ยุคใหม่ ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องความเร็วในการขนส่ง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการ ข้อมูล เอกสาร คลังสินค้า การจัดส่ง การติดตามสถานะ และการเชื่อมโยงกระบวนการทำงาน ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ

ภายในงาน คุณเกรียงไกร ธนาธีรธร Head of Commercial จาก INDIGY และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI Workflow Automation จากสมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ (CIPAT) ได้ร่วมแบ่งปันแนวคิด Logistics Process Transformation หรือการเปลี่ยนกระบวนการโลจิสติกส์จากระบบเอกสารและงานซ้ำซ้อน ไปสู่ระบบการทำงานที่เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี และการดำเนินงานเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ

Logistics Process Transformation ลด Manual Work และต่อยอดสู่ Paperless Logistics
หนึ่งในความท้าทายของงานโลจิสติกส์แบบดั้งเดิม คือกระบวนการที่ยังพึ่งพาเอกสารจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นใบสั่งซื้อ เอกสารจัดส่ง ใบรับสินค้า ใบส่งมอบ เอกสารอนุมัติ หรือรายงานภายในองค์กร ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ใช้เวลานาน เกิดงานซ้ำซ้อน และมีความเสี่ยงต่อ Human Error

ในอดีต เอกสารมักถูกจัดเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถนำข้อมูลกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ระบบดิจิทัลในปัจจุบันสามารถใช้ AI OCR และ AI Document Reading เข้ามาช่วยอ่านเอกสาร จับข้อมูลสำคัญ กรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ และจัดเก็บข้อมูลบน Cloud เพื่อให้ทีมงานสามารถตรวจสอบและติดตามสถานะได้แบบ Real-time

แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระงานของทีมปฏิบัติการ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ Paperless Logistics ที่ช่วยลดการใช้กระดาษ ลดการจัดเก็บเอกสาร ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG ขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อข้อมูลถูกเปลี่ยนจากเอกสารนิ่งให้กลายเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ต่อได้ พนักงานจึงไม่ต้องเสียเวลาอยู่กับการกรอกข้อมูลซ้ำ แต่สามารถขยับบทบาทไปสู่การตรวจสอบ วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับธุรกิจได้มากขึ้น

AI Document Reading และ AI OCR ช่วยลด Human Error ในงานโลจิสติกส์
หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกยกขึ้นมาเป็น Use Case สำคัญ คือ AI Document Reading และ AI OCR ซึ่งสามารถช่วยอ่านข้อมูลจากเอกสาร จับข้อมูลสำคัญ และกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบได้โดยอัตโนมัติ ลดภาระของพนักงานที่ต้องตรวจสอบหรือคีย์ข้อมูลจำนวนมากในแต่ละวัน

คุณเกรียงไกรอธิบายว่า ปัญหาหลักของงานโลจิสติกส์ไม่ได้อยู่แค่การเคลื่อนย้ายสินค้า แต่ยังรวมถึง “การเคลื่อนย้ายข้อมูล” ที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อ การออกเอกสาร การจัดส่ง การบริหารคลังสินค้า การตรวจสอบสถานะ ไปจนถึงการยืนยันการส่งมอบ

เมื่อ AI เข้ามาช่วยในขั้นตอนเหล่านี้ องค์กรสามารถลดงาน Manual ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเอกสารและกรอกข้อมูล ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย ระบบสามารถช่วยจัดเตรียมข้อมูลเบื้องต้นให้พนักงานตรวจสอบต่อ ทำให้การทำงานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาด

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของงานโลจิสติกส์ยุคใหม่ เพราะข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดประกอบการทำงาน แต่กลายเป็นหัวใจของการวางแผนขนส่ง การจัดการคลังสินค้า การควบคุมต้นทุน และการตัดสินใจขององค์กร

ลดต้นทุนและเพิ่ม Productivity ด้วย Process Automation
ภายในงานมีการกล่าวถึงบทบาทของ AI Workflow Automation ต่อการลดต้นทุนในการดำเนินงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่มีต้นทุนสำคัญหลายด้าน เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าแรงงาน ต้นทุนจากความล่าช้า ต้นทุนจากการขนส่งผิดพลาด และต้นทุนจากการจัดการข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อกระบวนการทำงานมีความแม่นยำมากขึ้น องค์กรสามารถลดความผิดพลาดในการขนส่ง ลดเวลาตรวจสอบเอกสาร ลดภาระของทีมปฏิบัติงาน และนำเวลาที่เคยใช้กับงานซ้ำซ้อนไปใช้กับงานที่มีคุณค่ามากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การปรับปรุงกระบวนการ และการดูแลลูกค้า

ในภาพรวม Process Automation สามารถช่วยองค์กรได้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดงาน Manual การลดระยะเวลาในการทำงาน และการลดข้อผิดพลาดจากกระบวนการทำงานเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อ Productivity, Cost Saving และ Operational Efficiency ขององค์กร โดยภายในงานมีการยกตัวอย่างว่า การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดภาระงานเอกสารและงานซ้ำซ้อน สามารถช่วยประหยัดต้นทุนด้านบุคลากรได้ในระดับหลักล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบกระบวนการของแต่ละองค์กร

Precision Warehouse และ Real-time Data ยกระดับการบริหารคลังสินค้า
นอกจากงานเอกสารและการจัดการข้อมูล AI ยังสามารถเข้ามาช่วยยกระดับการบริหารคลังสินค้าให้มีความแม่นยำมากขึ้น ผ่านแนวคิด Precision Warehouse หรือการบริหารคลังสินค้าด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา
AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าในคลังได้ เช่น สินค้ารายการใดมีการเข้าออกบ่อย สินค้าใดเป็นสินค้าขายดี หรือสินค้ากลุ่มใดควรถูกจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้การหยิบ จัดเก็บ และกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกอัปเดตแบบ Real-time ทีมงานในแต่ละฝ่ายสามารถนำข้อมูลไปใช้ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทีมคลังสินค้า ทีมจัดส่ง ทีมขาย หรือทีมบริหาร ทำให้การวางแผนงานมีความแม่นยำมากขึ้น และลดปัญหาที่เกิดจากข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างแผนก และช่วยให้การวางแผนงานมีความแม่นยำมากขึ้น ในงานโลจิสติกส์ที่ต้องการทั้งความเร็วและความถูกต้อง Real-time Data จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้องค์กรตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

Automate Dispatching และ e-POD ช่วยเชื่อมการจัดส่งให้รวดเร็วขึ้น
อีกหนึ่ง Use Case ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาภายในงานคือ Automate Dispatching หรือการจัดการงานขนส่งแบบอัตโนมัติ เมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้า ระบบสามารถช่วยนำข้อมูลสินค้า ที่อยู่จัดส่ง และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องไปเชื่อมต่อในระบบ เพื่อให้ทีมขนส่งสามารถดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว ลดเวลาการทำงาน และลดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ

ขณะเดียวกัน ระบบ e-POD หรือ Electronic Proof of Delivery ยังสามารถช่วยลดเวลาในการยืนยันการส่งมอบสินค้า โดย AI สามารถช่วยจับข้อมูลจากเอกสารหรือหลักฐานการส่งมอบ และอัปเดตข้อมูลเข้าสู่ระบบได้แบบ Real-time ทำให้องค์กรสามารถติดตามสถานะการจัดส่งได้แม่นยำขึ้น

เทคโนโลยีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นทั้งสำหรับทีมปฏิบัติการและลูกค้า เพราะช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดการรอคอย และทำให้ข้อมูลการจัดส่งมีความโปร่งใสมากขึ้น
และสำหรับงานคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า การบริหารพื้นที่รับส่งสินค้า เป็นอีกหนึ่งจุดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ หากรถขนส่งต้องรอนาน ไม่มีข้อมูลเวลาที่ชัดเจน หรือการจัดคิวไม่เป็นระบบ อาจทำให้เกิดความล่าช้า ต้นทุนเพิ่มขึ้น และกระทบต่อการทำงานของคลังสินค้า AI และระบบ Workflow Automation สามารถช่วยให้การจัดคิวรถ การเตรียมพื้นที่รับสินค้า การประสานงานกับคลัง และการติดตามสถานะภายใน Yard เป็นระบบมากขึ้น เมื่อองค์กรเห็นข้อมูลแบบ Real-time ก็สามารถบริหารทรัพยากรในพื้นที่ได้ดีขึ้น ลดเวลารอ ลดความแออัด และลดต้นทุนแฝงที่อาจเกิดจากการจัดการพื้นที่ที่ไม่มีประสิทธิภาพ

AI Workflow Automation คือก้าวสำคัญของ Logistics Transformation
ภาพรวมจากเวทีสัมมนาในงาน Logistics Automation Expo 2026 สะท้อนให้เห็นว่า AI-Driven Workflow Automation ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับลดงานเอกสาร แต่เป็นรากฐานสำคัญของการปรับเปลี่ยนกระบวนการโลจิสติกส์ให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากขึ้น

ตั้งแต่การอ่านเอกสารด้วย AI OCR การกรอกข้อมูลอัตโนมัติ การจัดเก็บข้อมูลบน Cloud การติดตามสถานะแบบ Real-time การจัดการคลังสินค้า การ Dispatch งานขนส่ง ไปจนถึง e-POD และ การบริหารพื้นที่รับส่งสินค้า ทุกกระบวนการล้วนสะท้อนให้เห็นว่าโลจิสติกส์ยุคใหม่ต้องอาศัยทั้งความรวดเร็ว ความแม่นยำ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทีมอย่างเป็นระบบ

สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับการทำงานด้านโลจิสติกส์ การเริ่มต้นจาก Use Case ที่เห็นผลชัด เช่น งานเอกสาร งานอนุมัติ งานจัดส่ง งานคลังสินค้า หรืองานติดตามสถานะ สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้องค์กรทำงานร่วมกับ AI ได้เร็วขึ้น ก่อนต่อยอดไปสู่ระบบ Workflow Automation ที่ครอบคลุมทั้งองค์กรในระยะยาว

ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีที่เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation, AI Native Transformation , Enterprise Digital Platform และ System Integration, INDIGY พร้อมสนับสนุนองค์กรไทยในการออกแบบระบบการทำงานที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริง ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การออกแบบ Workflow การพัฒนา Digital Platform ไปจนถึงการนำ AI Agent และ AI Workflow Automation เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

องค์กรที่ต้องการเริ่มต้นยกระดับกระบวนการทำงานด้วย AI-Driven Workflow Automation สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของ INDIGY ได้ที่เว็บไซต์ https://www.indigy.com/products-services/

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับบริการด้าน AI Workflow Automation เพิ่มเติมได้ที่
E-Mail : Marketing@indigy.com
โทรศัพท์ : 02 072 1900 ต่อ 1

หลักเกณฑ์การเข้าร่วมโปรแกรม