INDIGY x CIPAT ร่วมเสวนา Sustainable Factory DNA ชูแนวคิด AI, Cybersecurity และ ESG ขับเคลื่อนโรงงานยุคใหม่ให้ฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน
เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ หรือ CIPAT จัดงานเสวนาในหัวข้อ “Sustainable Factory DNA: โรงงานยุคใหม่ต้องฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน” ณ ห้องสัมมนา MR213, BITEC Bangna ภายในงาน Manufacturing Expo 2026 เพื่อถ่ายทอดมุมมองด้านเทคโนโลยีและแนวทางการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเชื่อมต่อของระบบการผลิต และความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
เวทีนี้รวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม และความยั่งยืน เพื่อสะท้อนทิศทางการปรับตัวของโรงงานไทยสู่ยุค Smart Factory, AI Driven Manufacturing, Cybersecurity Factory และ ESG Factory โดยมีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และองค์กรภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างใกล้ชิด

เปิดเวทีด้วย 3 DNA สำคัญของโรงงานแห่งอนาคต: AI, Cybersecurity และ ESG
คุณอดิศร นิลวิสุทธิ์ นายกสมาคม CIPAT หรือสมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ กล่าวเปิดงาน โดยชี้ให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิต ความปลอดภัยของระบบ และความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ
โรงงานยุคใหม่จึงต้องมี “DNA” สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
- AI Driven Manufacturing เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตและการทำงานให้ฉลาดขึ้น
- Supply Chain Security และ Cybersecurity Factory เพื่อปกป้องระบบโรงงาน ห่วงโซ่อุปทาน และข้อมูลสำคัญขององค์กร
- ESG Factory เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว
ทั้ง 3 แกนนี้ไม่ใช่เพียงเทรนด์ด้านเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญของโรงงานที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศและระดับสากล
INDIGY ถ่ายทอดแนวคิด AI Driven Manufacturing สู่การใช้งานจริงในโรงงาน
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายหัวข้อ “AI Driven Manufacturing” โดยคุณอลงกรณ์ บุญพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาทางธุรกิจและนวัตกรรม จากบริษัท อินดิจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ AI ต่อการยกระดับโรงงานไทยสู่ Industry 4.0
คุณอลงกรณ์ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์กรสามารถเริ่มนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ทันที โดยเฉพาะในภาคโรงงานที่ยังมีงานเอกสาร งาน Manual และกระบวนการซ้ำๆ จำนวนมาก การนำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการทำงาน สามารถช่วยให้องค์กรวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น สรุปรายงานได้แม่นยำขึ้น สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างฝ่ายผลิต คลังสินค้า จัดซื้อ บุคคล และทีมบริหารได้อย่างเป็นระบบ
จากข้อมูลที่นำเสนอภายในงาน การประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรมสามารถช่วยลดงานเอกสารและงาน Manual ได้มากถึง 60–80% พร้อมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่า 20–40% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ทั้งด้าน Productivity, Cost Saving และการบริหารจัดการองค์กร

จาก Industry 3.0 สู่ Industry 4.0 เริ่มได้จาก Use Case ที่ตอบโจทย์งานจริง
คุณอลงกรณ์ยังกล่าวถึงความท้าทายของโรงงานไทยว่า หลายองค์กรกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบ Industry 3.0 ไปสู่ Industry 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยี ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการผลิตและการบริหารจัดการ
สิ่งสำคัญคือ องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบขนาดใหญ่ทั้งหมดในครั้งเดียว แต่สามารถเริ่มจาก Use Case ที่เห็นผลชัด เช่น งานอนุมัติเอกสาร งานแจ้งซ่อม งาน Service Request งานตรวจสอบคุณภาพ งานสรุปรายงาน งานวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต หรือการติดตามสถานะงานภายในโรงงาน
การเริ่มจากจุดเล็กที่มีผลต่อการทำงานจริง จะช่วยให้องค์กรเห็นคุณค่าของ AI ได้เร็วขึ้น ลดแรงเสียดทานในการเปลี่ยนแปลง และต่อยอดไปสู่ระบบการทำงานที่ชาญฉลาดมากขึ้นในระยะยาว
INDIGY โชว์ Use Case Work+ และ AI Agent เชื่อมงานโรงงานให้เป็นระบบมากขึ้น
ในงาน INDIGY ยังได้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ Work+ และ AI Agent ผ่านตัวอย่าง Use Case การใช้งานจริง เพื่อช่วยให้องค์กรเห็นภาพการนำ Enterprise Digital Platform ไปประยุกต์ใช้ในโรงงานยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคุณณัฐกฤษตรา พุ่มไสว Consulting & Success Manager จากบริษัท อินดิจี จำกัด (มหาชน)
Work+ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรจัดการ Workflow และ Service Request ได้จากศูนย์กลางเดียว ลดการทำงานผ่านเอกสาร ลดการตามงานผ่านแชท และช่วยให้ทุกคำขอภายในองค์กรถูกติดตามได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น IT Request, HR Request, General Request, Asset Request, งานอนุมัติภายใน หรือกระบวนการสนับสนุนการทำงานของโรงงาน
เมื่อผสานกับ AI Agent องค์กรสามารถยกระดับการทำงานไปอีกขั้น เช่น การช่วยสรุปข้อมูลจากคำขอ การวิเคราะห์รูปแบบปัญหาที่เกิดซ้ำ การแนะนำขั้นตอนถัดไป การช่วยจัดลำดับความสำคัญของงาน และการสนับสนุนผู้บริหารให้เห็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
นี่คือแนวทางของ AI Native Transformation ที่ INDIGY ให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้แบบแยกส่วน แต่เป็นการออกแบบระบบการทำงานใหม่ให้ AI, Automation, Data และ Platform ทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับองค์กรอุตสาหกรรมที่ต้องการเริ่มต้น Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม Work+ และ AI Agent จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่าย เห็นผลเร็ว และต่อยอดได้ตามระดับความพร้อมขององค์กร

Supply Chain Security ความปลอดภัยคือรากฐานของโรงงานที่เชื่อมต่อกัน
อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญ คือ“Titan AI Supply Chain Security | Cybersecurity Factory” โดยคุณสุธี ฉวีวรรณมาศ Solutions Architect จาก บริษัท เนตโปเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งกล่าวถึงความสำคัญของการวางระบบความปลอดภัยไซเบอร์ในภาคโรงงาน
เมื่อโรงงานเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ระบบออนไลน์ คู่ค้า ผู้ให้บริการภายนอก และระบบการผลิตที่ทำงานแบบ Real-Time มากขึ้น ความปลอดภัยไซเบอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของฝ่าย IT แต่เป็นส่วนหนึ่งของความต่อเนื่องทางธุรกิจ
คุณสุธีชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ในโรงงานอาจเกิดขึ้นได้จากหลายจุด ทั้งระบบควบคุมการผลิต อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเครือข่าย การเข้าถึงข้อมูลจากภายนอก และความเสี่ยงจาก Supply Chain ที่เชื่อมโยงกับคู่ค้าจำนวนมาก
การมีระบบตรวจสอบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องจึงช่วยให้องค์กรมองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น บริหารจัดการเหตุการณ์ผิดปกติได้ดีขึ้น และช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับระบบการผลิต

ESG Factory: ความยั่งยืนต้องวัดผลได้ และสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริง
ในช่วงท้ายของงาน คุณดุษฎี อนันตชัย ที่ปรึกษาสมาคม CIPAT ได้นำเสนอหัวข้อ “ESG Factory In Action” โดยอธิบายว่า ESG ในบริบทของโรงงานไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพการทำงาน ความปลอดภัย การใช้ทรัพยากร และการบริหารจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใส
ESG ประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่
- Environment การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- Social การดูแลคน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตในการทำงาน
- Governance การบริหารจัดการข้อมูล การกำกับดูแล และการตรวจสอบได้
คุณดุษฎีชี้ให้เห็นว่า หากองค์กรทำ ESG อย่างถูกทาง ความยั่งยืนจะสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ทั้งด้าน Productivity, Cost Saving และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อองค์กรนำ AI และ Data Dashboard เข้ามาช่วยติดตามข้อมูลด้านพลังงาน การผลิต ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการดำเนินงาน

AI + Cybersecurity + ESG คือรากฐานของโรงงานที่พร้อมเติบโต
ภาพรวมของงาน Sustainable Factory DNA สะท้อนให้เห็นว่า โรงงานยุคใหม่ต้องพัฒนาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องสามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำงานอย่างฉลาด วางระบบความปลอดภัยเพื่อปกป้องธุรกิจ และขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์จริง
สำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย การนำ AI, Cybersecurity และ ESG มาผสานเข้ากับกระบวนการทำงาน จะเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดภาระงานซ้ำ เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ และสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีที่เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation, AI Native Transformation, AI for Business และ Enterprise Digital Platform INDIGY พร้อมสนับสนุนองค์กรไทยในการออกแบบระบบการทำงานที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริง ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การออกแบบ Workflow การพัฒนา Digital Platform ไปจนถึงการนำ AI Agent เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร
องค์กรที่ต้องการเริ่มต้นยกระดับการทำงานด้วย AI, Work+ และ Enterprise Digital Platform สามารถนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษา หรือขอชม Use Case การใช้งาน Work+ และ AI Agent ได้แล้ววันนี้
หน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ INDIGY | AI Automation, Microsoft 365 & Digital Transformation
สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ AI เพิ่มเติมได้ที่ Marketing@indigy.com หรือโทรศัพท์ 02 072 1900 ต่อ 1





